Home

เรื่องยาวอ่านสนุก

แคว้น Alsace ของฝรั่งเศสนี่เต็มไปด้วยเมืองในนิทานหมู่บ้านจิ๋วที่มีบ้านแบบ Half-timber ทาสีสดเหมือนลูกกวาดเรียงติดๆกัน ถนนคนเดินปูหิน Cobble stones บางแห่งมีป้อมปราการโบราณจากยุคกลาง เข้าไปอยู่แล้วเหมือนหลุดเข้าไปในโลกของนิทานที่เคยอ่านตอนเด็กๆ ดังโลกแห่งความฝันที่มีแต่ความสุขและสนุกสดใส Riquewihr คืออีกหนึ่งเมืองในนิทานนั้นที่คู่ควรแก่การไปเยือน

มีเมืองเล็กแฝดแห่งหนึ่งที่มีความแปลกประหลาดไม่เหมือนเมืองอื่นใด เมืองแฝดนี้ชื่อว่า Baarle-Nassau ของประเทศเนเธอร์แลนด์และ Baarle-Hertog ของเบลเยี่ยม สองเมืองนี้อยู่ “ติด” กัน และผสมกลมกลืนกันจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองเดียวกัน เพราะว่าความพิเศษก็คือ สองเมืองนี้เป็น Enclaves หรือดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศที่เข้าไปอยู่เป็นไข่แดงตรงกลางของประเทศอื่น ในกรณีนี้ก็คือ Baarle-Nassau ของเนเธอร์แลนด์มีดินแดนไข่แดง 7 ฟองอยู่ในพื้นที่ของเบลเยี่ยม และ Baarle-Hertog ของเบลเยี่ยมก็มีไข่แดง 22 ฟองอยู่ในเนเธอร์แลนด์ ด้วยความที่เป็นไข่แดงของกันและกันแบบนี้ ในเมืองทั้งสองแห่งนี้จึงมีเส้นประบอกการแบ่งพรมแดนอยู่ทั่วไปทั้งเมือง

ชีวิตนี้ฉันมาเบลเยี่ยมกี่ครั้งแล้วก็นับไม่ถูก แต่ทุกครั้งที่มาก็จะเป็นการเยี่ยมบ้านเยี่ยมญาติ ไม่ค่อยมีกิจกรรมท่องเที่ยวเท่าไหร่ ทริปกลับบ้านปีใหม่ปีนี้ตอนที่ขับรถผ่านเมือง Leuven อยู่ดีๆฉันก็เอ่ยปากขึ้นมากับสามีว่า นี่เมืองนี้ที่ยูเรียนมหาวิทยาลัยจนจบมาน่ะ ได้ข่าวว่ามันมีสถาปัตยกรรมสวยงามน่าชมพอควร ไอไม่เคยมาเลย พามาหน่อยสิ ปรากฏว่าสามีเกิดตื่นเต้นไปด้วย บอกว่าจริงด้วยฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมเมืองมหาวิทยาลัยนี้มาเกือบ 30 ปีแล้ว แล้วก็ดำริว่าจะพาฉันมาแกะรอยสถานที่ๆเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ ดังนั้นเมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมาฉันจึงมีไกด์ท้องถิ่นตัวจริงพาไปเดินชมเมือง Leuven สบายๆ

อันประตูที่เรียกกันว่า The Door of the Devil แห่งตูรินนี้ เป็นประตูไม้หนาหนักแกะสลักสวยงามสำหรับเปิดเข้าไปในตึกซึ่งปัจจุบันเป็นธนาคาร Banca Nazionale del Lavoro ตรงกลางประตูมีโลหะหล่อเป็นห่วงสำหรับเคาะประตูแบบบ้านฝรั่งทั่วไป แต่เจ้ารูปหล่อโลหะนี่แหละ มันเป็นรูปใบหน้าของปีศาจ มีเขา คิ้วขมวด ตาเขม็ง ตรงปากมีงู 2 ตัวออกมาขดเป็นวงม้วนงับกันกลายเป็นห่วงสำหรับเคาะประตู

เรื่องสั้นๆ และเกร็ด

ส่วนตัวแล้วอาหารชาติที่ฉันชอบมากที่สุดคืออาหารอิตาเลียน ทั้งชอบทานและชอบทำทานเป็นประจำ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องชิม แต่ต้องบอกเลยว่าความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาหารอิตาเลียนนี้มันช่างมีมากมาย จนไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ถึงจะรู้และเข้าใจจนหมด เพราะแต่ละแคว้นก็มีจานเด็ดเฉพาะของตัวเอง ไหนๆเพิ่งไป Turin และ Aosta มาตั้งเกือบหนึ่งสัปดาห์ วันนี้จึงขอขอเล่าให้ฟังเรื่องอาหารอิตาเลียนจากแคว้น Piedmont ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารอิตาเลียนที่อร่อยและมีเอกลักษณ์ที่สุด

ปีนี้เพื่อนพาไปชมปราสาทเก่าอายุราว 900 ปีชื่อ Oron Castle หรือในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Château d'Oron เป็น Swiss Inventory of Cultural Property of National Significance หรือมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติสวิตฯด้วย

สวิตเซอร์แลนด์มีพลเมืองประมาณ 9 ล้านคน เป็นประเทศที่เป็นกลางไม่รบกับใคร ศึกครั้งสุดท้ายเกิดเมื่อ 150 ปีที่แล้วตั้งแต่สมัยนโปเลียน จากนั้นก็ไม่เคยจะต้องรบป้องกันประเทศอะไรอีกเลย แต่เชื่อไหมว่า สวิตฯทั้งประเทศมีหลุมหลบภัยอยู่ถึง 300,000 กว่าหลุม เพียงพอที่จะให้พลเมืองทั้งประเทศเข้าไปหลบอยู่ทีเดียว จึงนับว่าเป็นประเทศที่มีสัดส่วนของหลุมหลบภัยต่อประชากรสูงที่สุดในโลก!

ไซปรัสเป็นเกาะที่แบ่งประเทศเป็นฝั่งตุรกีและฝั่งกรีซ ดังนั้นอาหารที่นี่จึงแบ่งประเภทเป็นอาหารที่ออกไปทางอาหารแขกตะวันออกกลาง อาหารแบบกรีก และอาหารทะเล ตอนที่ฉันเดินทางไปนั้นตั้งใจเอาไว้ว่าจะกินอาหารทะเลให้มากที่สุดเท่าที่จะกินได้ เพราะอาหารทะเลดีๆ หากินที่สวิตเซอร์แลนด์ยาก ดังนั้นลงเครื่องปุ๊บฉันจึงตรงไปร้านอาหารทะเลก่อนเลย

เรื่องเป็นตอนๆ

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด วันนี้ฉันร้องออกมาดังแบบนี้เลยตอนเดินอยู่ใน“สุสาน” เมื่อเย็นตอนเขียนนี่ยังตื่นเต้นไม่หายอยู่เลยเชียว แต่เปล่าๆ ฉันไม่ได้เจออะไรน่ากลัวเรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้

หลายสำนักจัดให้เมืองซูริคและเจนีวาติดอันดีบ 10 เมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกมาหลายปีติดกัน ทำให้สวิตฯเป็นหนึ่งในประเทศที่แพงที่สุดไปโดยปริยาย แต่เชื่อหรือไม่ หลายคนที่อยู่ที่นี่บอกว่าไม่จริง อ้าวมันเป็นไปได้อย่างไร

ชีวิตคนเรานั้นบางครั้งก็เหมือนจะมีเรื่องอันบังเอิญเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด จะดีหรือไม่ดีก็ตามแต่ เมื่อเกิดขึ้นแล้วบางทีต้องมานั่งฉงนใจว่ามันช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้ หรือว่าเหตุการณ์นั้นแท้จริงแล้วหาได้เป็นเรื่องบังเอิญไม่ แต่แท้จริงมันได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว และยิ่งเมื่อเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ หรือเหตุการณ์สำคัญ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า มันไม่น่าจะใช่เหตุบังเอิญเลย

ตามหาเพื่อนผ่านเฟสบุคเมื่อเวลาผ่านไป 24 ปี “เวลา”คือเครื่องพิสูจน์ความเป็นเพื่อนอย่างแท้จริงของเพื่อนสวิสของฉันคนนี้ ว่าเที่ยงตรงแม่นยำไม่ต่างจากนาฬิกาสวิสที่เที่ยงตรงและคงทนที่สุดในโลกเลย