ธรรมเนียมของฝรั่งยุโรปก็คือ ในหน้าร้อนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอมใหญ่ ทุกครอบครัวมักจะพากันพักร้อนยาวๆ  และนิยมที่จะอพยพกันลงไปทางใต้ เช่นแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นต้น ทุกปีฉันก็ต้องติดสอยห้อยตามครอบครัวไปพักร้อนแบบนี้เช่นกัน เป็นการรวมกลุ่มเพื่อนสนิทชาวเบลเยี่ยมจากมหาวิทยาลัย 7-8 ครอบครัว รวมแล้วจะมีผู้ใหญ่ประมาณ 20 คนและเด็ก 10 คนโดยเฉลี่ยมาอยู่รวมกัน 2 สัปดาห์ จึงเป็นเรื่องเอิกเกริกมากในการที่จะต้องหาสถานที่ที่ใหญ่พอสำหรับคนทั้งกลุ่ม มีสระว่ายน้ำให้เด็กๆ และมีสถานที่เที่ยวในบริเวณไม่ไกล สำหรับปีนี้เราไปรวมตัวกันที่เมือง La Croixille ในแคว้น Bretagne หรือ Brittany ประเทศฝรั่งเศส

บ้านที่เราไปเช่าอยู่เป็นเวลาสองอาทิตย์ปีนี้เป็นปราสาทเก่าอายุ 500 กว่าปีแล้ว เป็นปราสาทจริงๆเพราะเจ้าของดั้งเดิมเป็นผู้ปกครองในเขตแถวนี้ เป็นมรดกตกทอดในตระกูลต่อมายาวนาน จนเมื่อไม่นานมานี้ทายาทได้ขายให้กับเจ้าของใหม่เป็นคนฝรั่งเศสที่อยู่ในแคว้น Bretagne เช่นกันเธอได้ตกแต่งปรับปรุงให้ทันสมัยแล้วให้เช่าเหมาทั้งปราสาท

อันที่จริงพื้นที่ที่เปิดให้เราพักใช้งานเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่ปราสาททั้งหมดเท่านั้นเพราะขนาดใหญ่มากและยังบูรณะไม่หมด ถ้าเทียบบ้านหรือปราสาทหลายหลังที่เราเคยอยู่มาทุกปีที่นี่เจ้าของไม่ได้ลงทุนบูรณะให้สวยงามเท่าไหร่ เอาเพียงแค่ทันสมัยพอใช้ได้ แต่ต้องยอมรับว่าตัวปราสาทที่มีอยู่นั้นใหญ่โตโก้หรูและสวยงามจริงๆ

ในบริเวณมีโบสถ์เล็กๆส่วนตัวอยู่หลังบ้านด้วย มีกุญแจแขวนไว้ ฉันได้เข้าไปไขเปิดดู เก้าอี้และแท่นบูชายังมีให้เห็นอยู่อย่างสภาพเดิมๆ กระจกบางส่วนแตกคงจะไม่ได้ใช้งานมานานพอควร ส่วนบริเวณพื้นที่และสวนโดยรอบใหญ่โตมาก บริเวณสนามเด็กๆใช้เล่นเป็นสนามฟุตบอลกันได้สบาย บ้านหลังนี้ไม่มีสระว่ายน้ำอย่างที่เราเคยเช่าทุกปี แต่ว่ามีสระซึ่งขุดแบบธรรมชาติให้ลงไปว่ายได้แทน แถวยุโรปนี่สามารถเช่าปราสาทหรือคฤหาสน์ใหญ่ๆอย่างโก้ได้ ซึ่งพอหารราคาต่อคนออกมาแล้วไม่แพงเลย คนละพันกว่าบาทต่อคืนเท่านั้นเอง

จากปราสาทที่เรามาเช่าอยู่นี้ขับรถไปเพียงแค่1 ชั่วโมงก็จะถึง Mont-Saint-Michel จุดหมายสำคัญที่ฉันอยากไปเยือนมากที่สุดสำหรับทริปนี้ Mont-Saint-Michel เป็นเกาะลอยอยู่กลางทะเล นอกชายฝั่งระหว่างแคว้น Bretagne และ Normandy (แต่ Mont-Saint-Michel นับว่าอยู่ในแคว้น Normandy) ยามน้ำขึ้นจะถูกตัดขาดจากแผ่นดิน (สมัยก่อน) บนเกาะมี Cathedral มหาวิหารใหญ่ตั้งตระหง่านมียอดแหลมเป็นจุดสูงสุดของเกาะ ส่วนด้านล่างเป็นร้านค้าร้านอาหารและโรงแรมซึ่งเดิมหลายร้อยปีก่อนเป็นที่ให้บริการคนที่มาแสวงบุญที่วิหาร ปัจจุบันมีพลเมืองอาศัยอยู่บนเกาะเพียงแค่ 50 คนเท่านั้น

การที่จะไปเยือนเราจะต้องจอดรถบนแผ่นดินใหญ่ตรงลานที่จอดรถ แล้วจะมี shuttle bus ให้ขึ้นพาเเล่นข้ามสะพานที่ทอดจากชายฝั่งไปถึงเกาะ จากนั้นก็เดินเข้าประตูเมืองที่ด้านล่างของเกาะวนขึ้นไปชมในเมืองและวิหารได้ สิ่งที่เราอยากเห็นคือภาพเกาะทั้งเกาะลอยอยู่บนน้ำนอกชายฝั่ง แต่เช็คแล้วช่วงเวลานี้น้ำจะขึ้นสูงเพียงแค่ 66% ดังนั้นทางเดินจากสุดปลายสะพานไปจนถึงประตูเข้าเกาะจะไม่มีน้ำท่วมเต็มอย่างในรูป แต่ยังแห้งเดินได้ และเวลาที่น้ำขึ้นสูงสุดจะเป็นเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง เราจึงวางแผนที่จะไปถึงก่อนตอน 6 โมงเย็น เดินชมเมืองทานข้าวแล้วจึงซื้อตั๋วเข้าไปชมในโบสถ์รอบกลางคืนตอนสามทุ่มครึ่ง (สำหรับหน้าร้อนวิหารเปิดให้เข้าชมรอบกลางคืนด้วยจนถึงเที่ยงคืน) ดังนั้นเราจึงได้เห็นวิหารในอารมณ์ที่ท้องฟ้ามืดแล้ว และข้างในจะจัดแสดงเป็นแบบ Light and sound น่าสนใจไปอีกแบบ ตัวมหาวิหารเองใหญ่โตมาก น่าประทับใจสุดๆ มีหลายห้อง แต่ละห้องแม้ว่าจะไม่ได้ตกแต่งแบบโก้อลังการแต่มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมอย่างยิ่ง ส่วนที่ฉันชอบที่สุดคือศาลาราย พอเดินออกไปมีไฟเปิดฉายส่องเสาแต่ละเสาเรียงกันเป็นหลืบเงาแปลกตา สะดุดจนต้องชะงักเลยเพราะมันงามมาก เขาว่าเสาแต่ละเสานั้นมีความกว้างเท่าหนึ่งตัวคน และช่องไฟที่เว้นก็เท่ากับหนึ่งตัวคน เป็นที่ให้พระสมัยก่อนใช้เป็นที่เดินทำสมาธิหรืออ่านหนังสืออย่างสงบ ไปอยู่ตรงนั้นแล้วก็รู้สึกได้ถึงความสงบที่ยังมีอยู่ ชอบมากๆ

ตัวหมู่บ้านเองแม้จะเล็กก็น่ารักดี ร้านอาหารที่เราสุ่มเลือกก็นับว่าใช้ได้เลย เราได้ชิมปูยักษ์จากทะเลเหนือและอาหารทะเลซึ่งขึ้นชื่อว่ามาชายฝั่งทะเลแถวนี้ต้องสั่งมาชิม และชิมของดังของที่นี่คือเนื้อแกะ ตามทุ่งหญ้าบนฝั่งโดยรอบที่เราขับรถมาและลงไปถ่ายรูปนั้น มีแกะเล็มหญ้าอยู่ริมทะเลเต็มไปหมดเลย เขาว่าแกะมันกินหญ้าซึ่งค่อนข้างติดทะเลน้ำเค็มเนื้อแกะก็เลยออกเค็มอยู่แล้วในตัว จึงอร่อยเป็นพิเศษ

ใครไปเที่ยวที่นี่แนะนำว่านอกจากถ่ายรูปมุมไกลกับเกาะที่ลอยอยู่ในน้ำตามโปสการ์ดแล้ว แนะนำว่าไม่ควรพลาดเข้าไปชมในวิหารให้ทั่วด้วย Mont-Saint-Michel คืออีกหนึ่งมรดกโลกที่สวยจริงๆ ยามกลางวันเหมือนปราสาทที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทร เหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะข้ามไปให้ถึง เหมือนจับต้องไม่ได้ และเหมือนจะต้องคนมีบุญเท่านั้นจึงข้ามน้ำไปถึง และยามกลางคืนก็ลอยเด่นอยู่บนฟ้ามลังเมลืองราวกับสวรรค์ คุ้มกับการไปเยือนที่สุด

อีกเมืองหนึ่งที่ได้ไปเยือนคือ Rennes เมืองหลวงแห่งแคว้น Bretagne นี้เอง

ฉันไม่เคยคิดจะมาเที่ยวเลยแต่บังเอิญจับพลัดจับผลูมาเพราะว่าต้องบินมาลงที่นี่เพื่อตามมาสมทบกับครอบครัวทีหลัง ไหนๆเครื่องก็ลงที่นี่แล้วและมีเวลานิดหน่อยหลังทานมื้อกลางวันก่อนขับรถออกไปบ้านพักจึงเดินเล่นเที่ยวชมในย่านเมืองเก่าดูสักหน่อยพบว่าน่ารักสวยงามใช้ได้เลยเมืองเก่ามีอาคารกลุ่มที่สร้างด้วยปูนทาสีสวยและมีไม้ซุงพาดแทรกเป็นลายคล้ายกับเมืองในฝรั่งเศสย่านติดกับประเทศเยอรมันน่ารักดีเดินชมผ่านหน้าโรงละคร Opera ผ่านโบสถ์ Saint Germain’s ของเมืองแปลกใจที่มีอะไรน่าชมมากกว่าที่เคยรู้มาก่อนลองหาข้อมูลอ่านดูเลยทำให้รู้ว่าเมืองนี้เป็นเมืองใหญ่อันดับ10 ของฝรั่งเศสเลยทีเดียวและยังเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่สำคัญอีกด้วยนอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจดิจิตอลของฝรั่งเศสอีกด้วยอันนี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลย

ถึงแม้มีเวลาเที่ยวชมแป๊บเดียวและไม่ได้เจาะลึกอะไรมากแต่ฉันก็ดีใจที่ได้ของแถมชมอีกเมืองหนึ่งของฝรั่งเศส

ส่วนอีกเมืองที่ตั้งใจไปชมระหว่างทริปนี้คือ Sainte-Suzanne หมู่บ้านเล็กน่ารักทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่อยู่ในลิสต์ Les Plus Beaux Villages de France หรือหมู่บ้านเล็กที่สวยงามที่สุดของฝรั่งเศสนั่นเอง เช่นเดียวกับ Eguisheim หรือ Riquewihr ที่เป็นที่รู้จักมากกว่า

จากปราสาทที่เราไปพักร้อนขับรถมาเพียง 1 ชั่วโมงกว่าก็ถึง Sainte-Suzanne ซึ่งจริงๆข้ามเขตมาอยู่ในแคว้น Pays de la Loire แล้ว ในวันขากลับเราจึงมาแวะเที่ยวที่นี่และทานข้าวกลางวันกัน ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่เล็กจิ๋วมากมีพลเมืองอยู่ไม่ถึง 1000 คนใช้เวลาเดินชมเพียง1 ชั่วโมงก็ทั่วทั้งหมู่บ้าน สามารถเข้าไปใน Visitor Info ขอแผนที่มาเดินตามได้เลยไม่ยาก ในแผนที่จะบอกจุดให้เราหยุดแวะชม ซึ่งในสถานที่จริงก็จะมีป้ายติดเอาไว้บนกำแพงบ้านหรือตึกอธิบายเรื่องราวและความสำคัญของจุดนั้นๆ บอกว่าบ้านนั้นเคยเป็นอะไรมาก่อน เช่นตึกที่เก็บเกลือซึ่งสมัยก่อนนับว่าเป็นของมีมูลค่าสำคัญ ประตูบ้านจึงต้องแน่นหนาและล็อคด้วยกุญแจถึงสามดอก ประตูเก่านี้เรายังมองเห็นรูกุญแจสามรูอยู่ชัดเจน เขาให้คนสำคัญของเมืองสามคนเก็บกุญแจไว้คนละดอก การที่จะมาเปิดได้ก็ต้องมีคนทั้งสามมาไขกุญแจออกพร้อมกัน สถานที่แวะชมแต่ละแห่งเป็นเรื่องราวเล็กๆน้อยๆประมาณนี้ไม่ได้มีอะไรมากมาย การมาเที่ยวที่นี่จะเน้นความสวยงามน่ารักของสถาปัตยกรรมมากกว่า ซึ่งก็เหมือนหมู่บ้านในนิทานจริงๆ แต่ก็มีสถานที่หนึ่งที่เหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งกลายๆให้เข้าไปชมก็คือคุก ปัจจุบันเป็นซากปรักหักพังแต่เขาทำบันไดและทางเดินให้เข้าไปเดินชมได้อย่างสะดวก ไม่ต้องเสียเงินค่าเข้าด้วย

หมู่บ้านนี้เคยตกเป็นของอังกฤษอยู่ 14 ปีและได้กลับคืนมาเป็นของฝรั่งเศสก็เพราะมีทหารยามอังกฤษคนหนึ่งซึ่งแต่งงานกับผู้หญิงฝรั่งเศสจากหมู่บ้านนี้ และด้วยความที่เชื่อภรรยาจึงทรยศอังกฤษเปิดประตูเมืองให้ทหารฝรั่งเศสกลับเข้ามายึดคืน เราสามารถปีนขึ้นไปดูกำแพงเมืองซึ่งยังมีซากให้เหลืออยู่ได้

เดินเล่น 1 ชั่วโมงทั่วหมู่บ้านแล้วเราก็แวะทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารใจกลางหมู่บ้าน ซึ่งมีให้เลือกอยู่เพียงแค่สองสามร้านเท่านั้น อาหารง่ายๆมีเมนูไม่กี่อย่างแต่รสชาติดี ส่วนขนมนั้นอร่อยทีเดียวไม่เสียชื่อฝรั่งเศส

ฉันได้ไปเที่ยวหมู่บ้านในลิสต์ Les Plus Beaux Villages de France มาหลายที่แล้ว ค่อนข้างจะติดใจเพราะแต่ละที่น่ารักจริงๆ เลยตั้งใจว่าเวลาไปฝรั่งเศสจะคอยส่องหาหมู่บ้านพวกนี้ตามทางและแวะเยือนให้ได้มากที่สุด

ขากลับจาก Bretagne เราต้องขับรถยาวถึง 8 ชั่วโมงเพื่อกลับซูริก จึงแวะค้างคืนที่ฟาร์มเฮ้าส์ในชนบทของฝรั่งเศสที่อยู่กลางทุ่งจริงๆเลย เจ้าของบ้านเป็นเจ้าของฟาร์มและบ้านซึ่งเป็นตัวตึกเก่าโบราณ เนื้อที่มีสวนผลไม้ใหญ่มาก เขาแบ่งส่วนหนึ่งของบ้านที่เหมือนเป็นกระท่อมเล็กๆแยกออกมาให้เช่าเป็นที่พัก ประกอบไปด้วยสองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น สองห้องน้ำ ห้องครัวแล้วยังมีสวนส่วนตัวอีกด้วย ฉันชอบฟาร์มเฮ้าส์ในชนบทของฝรั่งเศสแบบนี้มากๆ  ถ้าเป็นไปได้ก็ชอบที่จะนอนพักตามสถานที่แบบนี้

ทริปพักร้อนของคนยุโรปก็จะเป็นแบบนี้ พักบ้านใหญ่ๆรวมกัน ทำอาหารกินกันเอง เที่ยวชมเมืองรอบๆ เมืองใหญ่ที่นักท่องเที่ยวนิยมบ้าง เมืองเล็กคนไม่ค่อยรู้จักบ้าง ระหว่างทางขับรถกลับก็แวะพักเก็บตกเมืองเล็กเมืองน้อยก่อน เป็นการเที่ยวแบบ Slow life จริงๆ

NO COMMENTS